ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนสิน
Q: ทำไมคิดเข้ามาในวงการ Internet ตรงนี้
A: อาจเป็นเพราะว่า ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่อยากมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้น
เลยเลือกเรียนปริญญาเอกต่อที่ ABAC จากการเรียนตรงนั้นเลยมีโอกาสใช้อินเทอร์เน็ต
ซึ่งนั้นก็ประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว พอได้ใช้ก็รู้สึกว่ามันเป็นอะไรซึ่งน่าสนใจมาก
และในช่วงนั้นยังไม่มี
ธุรกิจเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ก็เลยมีความรู้สึกว่า ถ้าอย่างนั้นมันน่าจะทำเป็นธุรกิจได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนั้น จะเป็นช่วงที่มีคนมาขอใช้บัญชี อินเทอร์เน็ตเยอะมากแต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใช้
เนื่องจากว่าไม่ได้เป็นนักเรียน นักศึกษา ไม่ได้เป็นอาจารย์ เพราะช่วงนั้นอินเทอร์เน็ตยังจำกัดอยู่ใน
แวดวงการศึกษาเท่านั้น อีกทั้งเรื่องกฎหมาย , พรบ. คมนาคม ตอนนั้นก็ยังไม่มี
ทำให้มีความรู้สึกว่าน่าจะยื่นเสนอโครงการกับการสื่อสารแห่งประเทศไทย
(กสท.)
นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เปิดบริษัทให้บริการ Internet Service
Provider ขึ้นมา
Q : เจอดร.ศรีศักดิ์
จามรมาน ได้อย่างไร
A : ตอนที่ไปเรียนปริญญาเอก และร่วมเสนอโครงการด้วยกันมา โดยมี ABAC
เป็น Investor ซึ่ง KSC เป็นบริษัทแรกของประเทศไทยที่ใช้คอนเซปท์ Investor
มาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว
เหมือนที่เวบไซต์ทั้งหลายกำลังทำ ซึ่งเป็นหลักการที่ถูกต้องสำหรับธุรกิจที่เป็นเทคโนโลยี
ในการเริ่มต้นถ้าเราทำในลักษณะที่มีต้นทุนสูงมากๆ จะดำเนินการต่อไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นโชคดีที่
ตอนนั้นได้ ABAC เป็นแหล่งลงทุนของจริง ทั้งในด้านกำลังคน สถานที่
เทคโนโลยี
เพราะที่ ABAC มี lab อยู่แล้ว เราก็ได้กรณีศึกษาจากตรงนั้นมา แล้วพัฒนาขึ้นมาเป็นรูปแบบธุรกิจ
มาให้บริการ
แก่คนทั่วไป
Q : มองว่าอินเทอร์เน็ตบ้านเราประสบความสำเร็จแค่ไหน
A : ยังเป็นเพียงแค่การเริ่มต้น เหมือนเด็กกำลังตั้งต้นจะเดินเพราะว่าดูจากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต
ในบ้านเรา ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้อยู่ประมาณ 1.5-2 % ของประชากร
ซึ่งยังน้อยมาก อันนี้เป็นตัวที่สำคัญเพราะว่า Ecommerce หรือ รูปแบบของการพัฒนาเวบไซต์ต่างๆ
นั้นจะเกิดเป็นธุรกิจขึ้นมาได้ก็ต้องมีผู้ซื้อ หรือ
ต้องมีจำนวนของผูใช้อินเทอร์เน็ตมากๆ ตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นของญี่ปุ่น
เห็นชัดเลยนว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โตขึ้นมากๆ อเมริกาเองยังตกใจโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ปริมาณผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมือถือมากกว่าผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว
ประเทศไทยเราเป็นอะไรที่คล้ายๆกับญี่ปุ่น เพียงแต่ว่าถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราเปิดเสรีแล้วธุรกิจการให้บริการทางด้านมือถือเราเปิดกว้างจริงๆ
เราจะเห็นการเติบโตของคนที่มาใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ....ต้องพูดว่าน่าตกใจ
ปัจจุบันนี้ส่วนหนึ่งซึ่งอาจจะมาใช้ตรงนี้น้อยนั้นเป็นเพราะค่าบริการแพง
ถึงแม้ว่าไม่เก็บค่าอินเทอร์เน็ต แต่ค่าบริการมือถือ นาทียังตั้ง 3
บาท
ในขณะที่อินเทอร์เน็ต นาทีละเหลือ 20 สตางค์ก็มีแล้ว ถ้าอยากเห็นการพัฒนาจริงๆ
เราต้องพร้อมในเรื่องการเปิดเสรี แต่ว่าการเปิดเสรีนี้คือเปิดเสรีแบบไม่มีเงื่อนไข
ไม่ใช่เปิดบางส่วน บางส่วนยังไม่เปิด
ซึ่งกลายเป็นการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับบางกลุ่ม
Q : มองตลาดบ้านเราอย่างไร
A : ต้องบอกว่าวิวัฒนาการรูปแบบธุรกิจอินเทอร์เน็ตประเทศไหนๆ ก็ตามจะคล้ายๆ
กัน ของเมืองไทยเราเริ่มใกล้เคียงกับนานาประเทศ แต่การพัฒนา
ของเราอาจจะช้ากว่าประเทศที่เขาพัฒนาแล้วอย่างเช่นอเมริกา ญี่ปุ่น
แต่ส่วนมากจะเริ่มจากธุรกิจที่ให้บริการชั่วโมงอินเทอร์เน็ต Access
หรือ ISP
หลังจากนั้นก็จะพัฒนาไปเรื่อยๆ เพราะ Access อย่างเดียว margin จะลดลงไปเรื่อยๆ
ก็ต้องเป็นลักษณะของ Content Provider มีรายได้จากส่วนอื่น
ค่าโฆษณา หรือ Banner ต่างๆ หรือการให้บริการในรูปแบบ Web hosting
ก็ตาม แต่ตรงนั้นผลสุดท้ายแล้วก็ยังได้ไม่เพียงพอก็ต้องไปถึงระดับที่เรียกว่า
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ Ecommerc ให้ได้ ซึ่งตรงนั้นถึงจะเป็น
Value Add จริงๆ เมืองไทยเรายังอยู่ในช่วงนี้ ในส่วนนี้ KSC เองก็มองอยู่แล้วว่าเป็นเพราะ
ISP ไม่พอ นั่นคือ เหตุผลที่ทำไมเราถึงเลือกพาร์ตเนอร์อย่าง MWEB เข้ามา
ทำให้เรามีในส่วน CSC :
Content Service Provider ขึ้นมา รวมทั้งการที่เราต้องพัฒนาไปสู่เทคโนโลยีซึ่งมันเข้าถึงกลุ่มคนได้มากขึ้น
อย่างเช่นพวก Wap ซึ่งเราคงหนีไม่พ้น
เพราะว่าเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างเดียว เมืองไทยเราจำนวนผู้ใช้คอมพิวเตอร์
2-3 เปอร์เซนต์ยังน้อยมากในขณะที่มือถืออยู่ 4-5 เปอร์เซนต์
Q: อนาคตบริษัทดอทคอมจะไปไกลได้แค่ไหน จะเข้าตลาดเหมือนต่างประเทศหรือไม่
A: ตรงนั้นเป็นทิศทางที่ KSC มองอยู่แล้ว ก็คงขึ้นอยู่กับสภาพของตลาดว่าเป็นอย่างไร
ซึ่งโดยทั่วไปลักษณะของธุรกิจที่เป็น High Technology จำเป็นต้องหา
ผู้ร่วมทุน เฉพาะเงินลงทุนที่มาจากผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแก่การขยายงาน
แต่ว่าที่ KSC มองตรงนั้น ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจ
ปัจจุบันของเราไม่เพียงพอ เพียงแต่มองว่าถ้าเราต้องการขยายงานอย่างรวดเร็ว
จำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนที่มารอไว้แล้วเมื่อมีโอกาสก็สามารถขยายได้ทันที
"ธุรกิจ Ecommerce เป็นโอกาสของทุกคน เมืองไทยเราเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเพียงแต่ว่าการที่จะทำ
Ecommerce จะต้องมีความอดทน ที่สำคัญต้องมีความคิดที่แตกต่าง
จากคนอื่น Business Model ของตนเองต้องชัดเจน อย่าไปมีความคิดว่าธุรกิจไม่ต้องมีกำไร
หรือ สภาพคล่องทางการเงิน หรือผลประกอบการที่ดีแล้วจะมีคนมาสนใจ
ตรงนี้มันหมดไปแล้ว แต่ก่อนอาจจะมีความเป็นไปได้เพราะในยุคที่นักลงทุนเข้ามาแสวงหาธุรกิจใหม่
แต่ตอนนี้มันกลับไปสู่พื้นฐานของความเป้นจริง" #####

|